พักสมองให้เต็มที่: 7 เคล็ดลับลดเวลาอยู่กับหน้าจอเพื่อสุขภ...

พักสมองให้เต็มที่: 7 เคล็ดลับลดเวลาอยู่กับหน้าจอเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

webmaster

정신적 휴식을 위한 디지털 기기 사용 줄이기 - **Digital Detox Reading Nook:** A serene and cozy indoor scene in a modern Thai home. A young adult ...

สวัสดีค่ะทุกคน! ช่วงนี้รู้สึกกันบ้างไหมคะว่าชีวิตเราผูกติดกับอุปกรณ์ดิจิทัลจนแทบแยกกันไม่ออกไปแล้ว ไม่ว่าจะทำงาน เรียน หรือแม้แต่ผ่อนคลาย เจ้าจอต่างๆ ก็อยู่กับเราตลอดเวลา จนบางทีฉันเองก็เผลอไถหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่าทำไมวันนี้รู้สึกเพลียจังเลยนะ?

정신적 휴식을 위한 디지털 기기 사용 줄이기 관련 이미지 1

ใช่ค่ะ… บางครั้งการที่เราเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์มากเกินไปก็ทำให้สมองและจิตใจเราอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน เคยไหมคะที่รู้สึกว่าอยากจะกดปิดทุกอย่างแล้วไปอยู่เงียบๆ คนเดียว?

ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ เพราะฉันเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้วหลายครั้ง จนได้เรียนรู้ว่าการให้สมองได้พักจากแสงสีฟ้าบ้างมันสำคัญแค่ไหน วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกดิจิทัลและสุขภาพใจ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขสงบมากขึ้นค่ะ

สวัสดีค่ะทุกคน! ฉันรู้ดีเลยค่ะว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกเหมือนฉันใช่ไหมคะที่ชีวิตมันผูกติดกับหน้าจอจนแทบแยกกันไม่ออกไปแล้ว ไม่ว่าจะทำงาน เรียน หรือแม้แต่ผ่อนคลาย เจ้าจอต่างๆ ก็อยู่กับเราตลอดเวลา จนบางทีฉันเองก็เผลอไถหน้าจอไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แล้วก็มานั่งคิดทีหลังว่าทำไมวันนี้รู้สึกเพลียจังเลยนะ?

ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ เพราะฉันเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้วหลายครั้ง จนได้เรียนรู้ว่าการให้สมองได้พักจากแสงสีฟ้าบ้างมันสำคัญแค่ไหน วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกดิจิทัลและสุขภาพใจ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขสงบมากขึ้นค่ะ

จัดตารางเวลาการใช้หน้าจอให้ชีวิตไม่โอเวอร์โหลด

การที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตดิจิทัลให้สมดุลขึ้นนั้น สิ่งแรกที่ฉันอยากชวนเพื่อนๆ มาลองทำก็คือ การจัดตารางเวลาการใช้หน้าจอค่ะ บางคนอาจจะคิดว่า “โห… ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ?” แต่จากประสบการณ์ตรงของฉันเองที่เคยทำงานหน้าจอวันละเกือบ 10 ชั่วโมง ฉันพบว่าถ้าเราไม่ตั้งใจกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน เราก็จะเผลอใช้ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดเลยค่ะ ลองเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ เช่น การงดใช้มือถือก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งแสงสีฟ้าจากหน้าจอก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เรานอนไม่หลับได้เลยนะ นอกจากนี้ การกำหนดเวลาสำหรับการใช้งานโซเชียลมีเดียในแต่ละวันก็ช่วยได้มากเลยค่ะ เพราะบางทีเราก็เพลินจนลืมเวลาไปเลยใช่ไหมล่ะคะ ฉันเคยลองตั้งเวลาแจ้งเตือนให้พักทุก 25 นาที แล้วพักสายตา 5 นาที โดยใช้เทคนิค Pomodoro ค่ะ มันช่วยให้ฉันจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น และลดความเครียดจากการจ้องจอนานๆ ไปได้เยอะเลยค่ะ การกำหนดวันหยุดดิจิทัลสัปดาห์ละ 1 วัน เช่น วันอาทิตย์ ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ ให้เราได้ใช้ชีวิตกับโลกแห่งความจริงอย่างเต็มที่

กำหนดช่วงเวลาปลอดดิจิทัลในชีวิตประจำวัน

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิคะว่าในหนึ่งวันมีช่วงไหนบ้างที่เราสามารถ “ถอดปลั๊ก” ตัวเองออกจากโลกออนไลน์ได้บ้าง? สำหรับฉันเอง ตอนมื้ออาหารเย็นคือช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนในบ้านจะวางมือถือลง เพื่อให้เราได้พูดคุย แบ่งปันเรื่องราวในแต่ละวันกันอย่างเต็มที่ค่ะ การทำแบบนี้ไม่ใช่แค่ดีต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยให้สมองของเราได้พักจากการรับข้อมูลข่าวสารตลอดเวลาด้วย ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของเรามากๆ เลยค่ะ หรือแม้แต่ช่วงที่เราทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการชงกาแฟ ล้างจาน ลองวางมือถือทิ้งไว้แล้วโฟกัสกับสิ่งตรงหน้าดูสิคะ มันเป็นเหมือนการฝึกสมาธิเล็กๆ ที่ช่วยให้เราได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าต้องคอยตอบสนองต่อการแจ้งเตือนจากโลกดิจิทัลตลอดเวลา การสร้าง “พื้นที่ปลอดมือถือ” ในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ฉันใช้ค่ะ เช่น ไม่นำมือถือเข้าห้องนอน หรือชาร์จแบตไว้นอกห้องนอน เพื่อให้ห้องนอนเป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

จัดการกับการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

โอ๊ย! เสียงแจ้งเตือนเด้งรัวๆ ทั้งวันนี่แหละค่ะ ตัวการสำคัญที่ทำให้สมาธิกระเจิงและรู้สึกกระวนกระวายได้ง่ายๆ เลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ พอมีเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาทีไร มือมันก็อดไม่ได้ที่จะต้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามีอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง แล้วก็จบลงด้วยการไถฟีดไปเรื่อยๆ จนลืมไปเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้ฉันเลยเลือกที่จะปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นเกือบทั้งหมดเลยค่ะ โดยเฉพาะแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ หรือแอปที่ไม่ได้ใช้บ่อยๆ การทำแบบนี้ช่วยให้ฉันมีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้าได้มากขึ้น ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะมีอะไรสำคัญเข้ามาหรือเปล่า และรู้สึกสงบขึ้นเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ การตั้งค่าโหมด “ห้ามรบกวน” (Do Not Disturb) ในช่วงเวลาที่เราต้องการสมาธิมากๆ หรือช่วงที่อยู่กับครอบครัวก็ช่วยลดสิ่งรบกวนได้ดีเยี่ยมเลยนะคะ มันทำให้เราเป็นฝ่ายควบคุมเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเรา

ปลุกชีวิตชีวาด้วยกิจกรรมนอกจอ

หลังจากที่เราจัดระเบียบการใช้หน้าจอได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการเติมเต็มเวลาเหล่านั้นด้วยกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างสรรค์และดีต่อสุขภาพค่ะ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าพอไม่มีหน้าจอแล้วชีวิตมันเงียบเหงาจังเลย จะทำอะไรดีนะ? ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอได้ลองเปิดใจทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือกลับไปทำสิ่งที่เคยชอบแต่หลงลืมไปแล้ว มันทำให้ฉันได้ค้นพบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่หายไปนานเลยค่ะ อย่างการอ่านหนังสือเล่มจริง นั่งจิบชาหอมๆ ในช่วงบ่าย หรือแม้แต่การออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน สูดอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมากแล้วค่ะ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราได้พักสายตาจากแสงสีฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยบำบัดจิตใจ ให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนความคิดต่างๆ โดยไม่ต้องมีสิ่งรบกวนใดๆ การได้ทำอะไรที่จับต้องได้จริงๆ มันทำให้เรารู้สึกเติมเต็มและมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าการไลค์รูปคนอื่นในโซเชียลมีเดียเยอะเลยนะคะ

กลับไปหาแพสชันที่หลงลืมไป

เพื่อนๆ ลองนึกดูสิคะว่าตอนเด็กๆ หรือตอนวัยรุ่น เราเคยชอบทำอะไรมากๆ แต่พอโตขึ้นมา ชีวิตวุ่นวาย ก็เลยค่อยๆ ห่างหายไป? สำหรับฉัน แพสชันที่เคยมีคือการวาดรูปค่ะ พอได้กลับมาจับพู่กันอีกครั้ง ความรู้สึกเก่าๆ ที่เคยมีความสุขกับการสร้างสรรค์ผลงานก็กลับมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ มันเหมือนกับการได้ปลดล็อกตัวเองจากความเครียด และได้กลับไปเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่สดใสกว่าเดิมเลยค่ะ บางคนอาจจะชอบเล่นดนตรี ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ หรือทำงานฝีมือ ลองหาเวลาสักนิดเพื่อกลับไปรื้อฟื้นแพสชันเหล่านั้นดูนะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ขอแค่เป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ได้ใช้มือ ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องมีหน้าจอมาเกี่ยวข้อง มันจะช่วยให้เราได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง และยังอาจค้นพบพรสวรรค์ใหม่ๆ ในตัวเองก็ได้ค่ะ

เชื่อมโยงกับผู้คนและธรรมชาติในโลกจริง

ในยุคที่การสื่อสารผ่านหน้าจอเป็นเรื่องปกติ เรามักจะลืมไปว่าการได้พูดคุยกันแบบเห็นหน้า ได้สัมผัสถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจริงๆ มันมีคุณค่ามากแค่ไหน ฉันเลยพยายามหาโอกาสไปเจอเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนบ้านให้มากขึ้นค่ะ การได้นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีมือถือมาคั่นกลาง มันทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ การออกไปใช้เวลากับธรรมชาติก็เป็นอีกวิธีที่ฉันชอบมากๆ เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการไปเดินป่า ปีนเขา ไปทะเล หรือแค่ไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ การได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้มองเห็นสีเขียวของต้นไม้ ได้ยินเสียงนก มันช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉันรู้สึกเหมือนได้ชาร์จพลังให้ตัวเองเต็มที่พร้อมกลับไปสู้กับโลกดิจิทัลได้อย่างสดใสอีกครั้งเลยล่ะค่ะ

Advertisement

ฝึกสติและอยู่กับปัจจุบันในทุกช่วงเวลา

เคยไหมคะที่รู้สึกว่าใจลอยไปคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนกำลังกินข้าว หรือกำลังคุยกับคนข้างๆ? นั่นแหละค่ะคือสัญญาณว่าเรากำลังขาด “สติ” ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลถาโถมเข้ามาไม่หยุด การฝึกสติกลายเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่จะช่วยให้เราไม่จมไปกับความคิดฟุ้งซ่านและความวิตกกังวล การฝึกสติไม่ได้หมายถึงการต้องนั่งสมาธิอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่คือการตั้งใจรับรู้ถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบันอย่างเต็มที่ในทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นตอนกินข้าวก็ตั้งใจรับรู้รสชาติ กลิ่น สีสันของอาหาร ตอนเดินก็รับรู้ถึงสัมผัสของเท้าที่กระทบพื้น หรือแม้แต่ตอนหายใจเข้า-ออกก็รับรู้ถึงลมหายใจของเราเอง การทำแบบนี้จะช่วยให้จิตใจสงบขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และลดความเครียดที่เกิดจากการคิดมากได้จริงๆ ค่ะ ฉันเองก็ใช้แอปพลิเคชันช่วยในการฝึกสมาธิเหมือนกันนะคะ มีหลายแอปเลยที่ช่วยแนะนำการทำสมาธิแบบง่ายๆ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพจิตของเรา

สมาธิสั้นในยุคดิจิทัล แก้ไขได้ด้วยการฝึกใจ

จากผลสำรวจพบว่าคนยุคดิจิทัลมีแนวโน้มสมาธิสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนสมาธิเหลือแค่ 8 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เราต้องคอยตอบสนองต่อการแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ฉันเคยรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ค่ะที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมาธิจดจ่อกับอะไรได้นานๆ แต่พอได้ลองฝึกสมาธิอย่างจริงจัง ก็พบว่ามันช่วยให้ฉันดีขึ้นได้จริงๆ นะคะ การฝึกสมาธิไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ ลองเริ่มต้นจากวันละ 5-10 นาที โดยการหาที่เงียบๆ นั่งในท่าที่สบาย แล้วกำหนดลมหายใจเข้า-ออกของเรา เวลาที่ความคิดฟุ้งซ่านเข้ามา ก็แค่รับรู้มัน แล้วค่อยๆ ดึงความสนใจกลับมาที่ลมหายใจอย่างอ่อนโยน ไม่ต้องตำหนิตัวเองนะคะ การทำแบบนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มสมาธิของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ นอกจากนี้ การรู้จักเลือกรับคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ และลดการเช็กโซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดปัญหาเรื่องสมาธิสั้นได้ด้วยเช่นกันค่ะ

เทคนิค 20-20-20 เพื่อถนอมสายตาและสมอง

เพื่อนๆ ที่ทำงานหน้าจอเป็นเวลานานๆ คงเคยประสบปัญหาปวดตา ตาแห้ง หรือปวดหัวกันใช่ไหมคะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ จนกระทั่งได้รู้จักกับเทคนิค 20-20-20 ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยถนอมสายตาและสมองของเราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ วิธีการก็คือ ทุกๆ 20 นาทีที่เราจ้องหน้าจอ ให้เราพักสายตา 20 วินาที โดยการมองไปยังวัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตร การทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย และลดความเมื่อยล้าของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ การได้พักสายตาจากหน้าจอสั้นๆ นี้ยังช่วยให้สมองได้พัก ไม่ต้องรับข้อมูลตลอดเวลา ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป และสามารถกลับมาจดจ่อกับงานได้อย่างสดชื่นอีกครั้งค่ะ ฉันพยายามทำให้เป็นนิสัยเลยค่ะ พอครบ 20 นาที ก็จะเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง หรือมองต้นไม้รอบๆ ตัว แค่นี้ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ

สร้างสุขภาวะดิจิทัลที่ดีเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

การสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกดิจิทัลและชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดการใช้หน้าจอเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการสร้าง “สุขภาวะดิจิทัล” (Digital Wellbeing) ที่ยั่งยืนให้กับตัวเอง คือการที่เราสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของเรา ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแยกไม่ออก การที่จะบอกให้เลิกใช้ไปเลยคงเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างชาญฉลาด เหมือนที่เราเรียนรู้ที่จะกินอาหารที่มีประโยชน์ การใช้เทคโนโลยีก็เช่นกันค่ะ เราต้องเลือกเสพ เลือกใช้ให้เป็น จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่เราใส่ใจกับสุขภาวะดิจิทัลนี้มากขึ้น มันทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีคุณภาพขึ้นจริงๆ นะคะ สุขภาพจิตดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ดีขึ้นด้วย

รู้จักสัญญาณเตือนเมื่อคุณเริ่มเสพติดหน้าจอ

ก่อนที่เราจะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ค่ะ เคยสังเกตตัวเองไหมคะว่ามีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า? เช่น รู้สึกกระวนกระวายใจหรือหงุดหงิดเมื่อไม่ได้เช็กมือถือ หรือมีอาการ Nomophobia (โนโมโฟเบีย) คือกลัวการไม่มีโทรศัพท์มือถือ บางคนถึงกับเช็กการแจ้งเตือนบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น หรือนอนดึกเพราะเล่นโซเชียลมีเดียจนเป็นกิจวัตร ถ้ามีอาการเหล่านี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณควรเริ่มต้นทำ Digital Detox แล้วล่ะค่ะ ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วค่ะ รู้สึกเหมือนชีวิตมันว่างเปล่าถ้าไม่มีมือถืออยู่ในมือ แต่พอได้ลองถอยออกมา มองดูตัวเองจริงๆ จังๆ ก็รู้เลยว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของตัวเองค่ะ การยอมรับว่าเรามีปัญหานี่แหละคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดเลย

ใช้เครื่องมือช่วยจัดการเวลาหน้าจอ

โชคดีที่ยุคนี้มีเครื่องมือและแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราจัดการเวลาหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ สำหรับคนใช้สมาร์ทโฟน ทั้ง iOS และ Android ก็มีฟังก์ชัน Screen Time หรือ Digital Wellbeing ที่ช่วยให้เราสามารถดูได้ว่าเราใช้เวลาไปกับแอปไหนบ้าง และสามารถตั้งค่าจำกัดเวลาการใช้งานแต่ละแอปได้ด้วยตัวเองเลย ฉันลองใช้แล้วพบว่ามันช่วยให้ฉันตระหนักถึงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของตัวเองได้ดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ บางทีเราไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอไถฟีดไปนานขนาดนั้น นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันประเภท To-Do List หรือ Calendar Apps ที่ช่วยให้เราวางแผนกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เราจัดสรรเวลาทั้งงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น และลดเวลาที่ต้องจ้องหน้าจอไปโดยไม่จำเป็นได้อีกด้วยค่ะ การใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยี ฟังดูตลกดีนะคะ แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆ

ผลกระทบของการใช้ชีวิตดิจิทัลมากเกินไป แนวทางแก้ไข
ความเครียดและวิตกกังวล กำหนดช่วงเวลาปลอดดิจิทัล, ฝึกสมาธิ, หาสิ่งทำที่ชอบ
ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ (Office Syndrome) พักสายตาด้วยเทคนิค 20-20-20, ลุกเดินยืดเส้นยืดสาย, ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง
นอนหลับยากจากแสงสีฟ้า งดใช้อุปกรณ์ดิจิทัลก่อนนอน 1 ชั่วโมง, ชาร์จมือถือนอกห้องนอน
สมาธิสั้น ขาดสมาธิในการทำงาน/เรียน ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น, ฝึกสมาธิ, กำหนดเวลาใช้โซเชียล
อาการกลัวการไม่มีโทรศัพท์ (Nomophobia) ค่อยๆ ลดการตรวจสอบมือถือ, ทำกิจกรรมอื่นทดแทน, สร้างพื้นที่ปลอดดิจิทัล
Advertisement

สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ได้มาจากแค่ตัวเราคนเดียวเท่านั้นนะคะ สภาพแวดล้อมรอบตัวเราก็มีส่วนสำคัญมากๆ เลยค่ะ ถ้าหากรอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นให้เราต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลา การที่เราจะทำ Digital Detox ก็จะยากขึ้นไปอีกใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้น ฉันเลยอยากชวนเพื่อนๆ มาจัดสภาพแวดล้อมของเราให้เอื้อต่อการพักผ่อนและห่างไกลจากหน้าจอกันค่ะ ลองเริ่มจากในบ้านของเราเองนี่แหละค่ะ กำหนดให้บางมุมเป็น “มุมปลอดเทคโนโลยี” อย่างที่ฉันบอกไปแล้วเรื่องห้องนอน หรืออาจจะเป็นมุมนั่งเล่นที่เราจะใช้เวลาอ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ หรือพูดคุยกับคนในครอบครัว โดยไม่มีโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่มือถือมาวางเกะกะ การทำแบบนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลาย ทำให้เราได้มีโอกาสพักสมองและจิตใจจากความวุ่นวายของโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ การลงทุนกับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศ อย่างเทียนหอม ต้นไม้เล็กๆ หรือหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็ช่วยให้มุมเหล่านี้เป็นที่ที่เราอยากใช้เวลาอยู่จริงๆ นะคะ

พื้นที่ปลอดดิจิทัลในบ้าน

เคยไหมคะที่เผลอหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีดทั้งๆ ที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวีกับครอบครัว? ฉันว่าหลายคนเป็นค่ะ (ฉันก็เคยเป็น!) มันทำให้เราไม่ได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันจริงๆ เลยใช่ไหมคะ ตอนนี้ฉันเลยกำหนดให้ห้องนั่งเล่นเป็นอีกหนึ่ง “พื้นที่ปลอดดิจิทัล” ในบางช่วงเวลาค่ะ เราจะเปิดเพลงเบาๆ คุยกัน เล่นบอร์ดเกม หรือดูหนังด้วยกันโดยไม่มีใครหยิบมือถือขึ้นมาเลย นอกจากนี้ ฉันยังจัดมุมเล็กๆ ในบ้านให้เป็น “มุมอ่านหนังสือ” ที่ไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีช่องเสียบ USB ไม่มีสัญญาณ Wi-Fi กะว่าจะให้เป็นมุมที่ไม่มีสิ่งล่อลวงจากโลกออนไลน์เลยค่ะ พอได้นั่งอยู่ในมุมนั้นจริงๆ จังๆ มันทำให้ฉันรู้สึกสงบและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มากๆ เลยล่ะค่ะ มันเหมือนกับการสร้างเกาะส่วนตัวเล็กๆ ที่เราสามารถหนีจากความวุ่นวายมาพักใจได้ตลอดเวลา

การทำงานอย่างมีสติและรู้เท่าทันเทคโนโลยี

정신적 휴식을 위한 디지털 기기 사용 줄이기 관련 이미지 2

ในโลกปัจจุบัน การทำงานส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใช่ไหมคะ แต่เราจะทำยังไงให้การทำงานหน้าจอของเราไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ? จากประสบการณ์ของฉัน การทำงานอย่างมีสตินี่แหละค่ะคือกุญแจสำคัญ ฉันพยายามที่จะโฟกัสกับงานตรงหน้าทีละอย่าง ไม่เปิดหลายแท็บพร้อมกันจนทำให้สับสน และแน่นอนว่าการพักเบรกเป็นระยะๆ ด้วยเทคนิค 20-20-20 ที่เล่าไปแล้ว ก็ช่วยได้เยอะมากๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ การรู้จักเลือกใช้แอปพลิเคชันและเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ทำให้เราเสียสมาธิหรือใช้เวลามากเกินไปก็สำคัญนะคะ เช่น การใช้แอปพลิเคชันสำหรับจัดการ To-Do List หรือปฏิทิน เพื่อจัดระเบียบงานและเวลาให้ชัดเจน การทำงานอย่างรู้เท่าทันเทคโนโลยี จะช่วยให้เราเป็นนายของเครื่องมือ ไม่ใช่เป็นทาสของมันค่ะ

วางแผนชีวิตออฟไลน์ให้สนุกและน่าติดตาม

บางทีการที่เราติดอยู่กับหน้าจอก็เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีในโลกออฟไลน์ใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ พอวันหยุดมาถึง ก็ไม่รู้จะไปไหน จะทำอะไร เลยเผลอหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีดไปเรื่อยๆ อีกแล้ว ตอนนี้ฉันเลยเริ่มวางแผนชีวิตออฟไลน์ของตัวเองให้สนุกและน่าติดตามมากขึ้นค่ะ เหมือนกับการที่เราวางแผนทริปท่องเที่ยวเลยค่ะ ลองลิสต์กิจกรรมที่เราอยากทำ สถานที่ที่เราอยากไป หรือทักษะใหม่ๆ ที่เราอยากเรียนรู้ดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทำอาหาร การเรียนภาษาใหม่ๆ การไปเวิร์คช็อปงานฝีมือ หรือแม้แต่การวางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนและครอบครัว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เราอยากลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างมากขึ้น แทนที่จะจมอยู่กับหน้าจอไปวันๆ ค่ะ พอได้ทำกิจกรรมเหล่านี้จริงๆ แล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันและเติมเต็มมากๆ เลยค่ะ แถมยังได้เจอผู้คนใหม่ๆ และได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นด้วยนะ

ค้นหากิจกรรมใหม่ๆ ที่ท้าทายตัวเอง

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิคะว่ามีอะไรที่เพื่อนๆ อยากลองทำมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักทีไหม? สำหรับฉัน มันคือการปีนผาจำลองค่ะ! ตอนแรกก็กลัวนะคะ แต่พอได้ลองทำแล้วรู้สึกสนุกและท้าทายมากๆ เลย มันทำให้ฉันได้ใช้ร่างกาย ได้โฟกัสอยู่กับปัจจุบัน และได้สัมผัสถึงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง การหากิจกรรมที่ท้าทายตัวเองแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่โลดโผนนะคะ อาจจะเป็นแค่การลองทำอาหารสูตรใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือลองหัดเล่นดนตรีสักชิ้นก็ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้พัฒนาตัวเอง และได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอเลยค่ะ แถมยังเป็นการฝึกความอดทนและความพยายามของเราไปในตัวด้วยนะ

วางแผนพักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อนสนิท

การได้ใช้เวลาคุณภาพกับคนที่เรารักเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยนะคะ แต่ในยุคดิจิทัล บางทีเราก็เผลอให้หน้าจอมาแย่งเวลาเหล่านั้นไป ตอนนี้ฉันเลยตั้งใจวางแผนพักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อนสนิทให้มากขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ไปปิกนิกในสวนสาธารณะ หรือแค่ไปกินข้าวเย็นที่ร้านโปรดด้วยกัน สิ่งสำคัญคือการที่เราทุกคนตั้งใจที่จะ “อยู่กับปัจจุบัน” และใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลมาขัดจังหวะ ฉันเคยลองจัดทริป “Digital-Free Trip” กับเพื่อนๆ ค่ะ คือทุกคนต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา แล้วห้ามหยิบขึ้นมาใช้เลยนอกจากเวลาฉุกเฉินจริงๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเราได้คุยกันมากขึ้น หัวเราะกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ของเราก็แน่นแฟ้นขึ้นเยอะเลยค่ะ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลยนะกับการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

Advertisement

สร้างสมดุลชีวิตการทำงานในยุคดิจิทัล

สำหรับคนทำงานอย่างเราๆ ที่ชีวิตส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การจะบอกให้ทำ Digital Detox แบบสุดโต่งคงเป็นเรื่องยากใช่ไหมคะ แต่เราก็สามารถสร้างสมดุลชีวิตการทำงานที่ดีในยุคดิจิทัลได้ค่ะ หัวใจสำคัญคือการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว ฉันเองเคยทำงานแบบไม่หยุดพักเลยค่ะ อีเมลเด้งมาก็ตอบทันที ข้อความเข้ามาก็ต้องรีบอ่าน จนรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟ ตอนนี้ฉันพยายามที่จะตั้งเวลาทำงานให้ชัดเจนค่ะ เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ก็จะปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทำงานทั้งหมด หลีกเลี่ยงการตอบอีเมลหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับงานนอกเวลา เว้นแต่จะเป็นเรื่องฉุกเฉินจริงๆ การทำแบบนี้ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพจิตของเราเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยให้เรามีเวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้นด้วยค่ะ

กำหนดขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน

เพื่อนๆ เคยรู้สึกเหมือนฉันไหมคะว่าพอทำงานจากที่บ้าน เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวมันเบลอไปหมดเลย? บางทีก็ทำงานไปจนดึกดื่น หรือบางทีก็เผลอทำงานในวันหยุดยาว ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้น ตอนนี้ฉันเลยพยายามอย่างมากที่จะกำหนดเวลาทำงานของตัวเองให้ชัดเจนค่ะ เช่น เริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็น พอถึงเวลาเลิกงานปุ๊บ ฉันก็จะปิดคอมพิวเตอร์และเก็บอุปกรณ์ทำงานให้เรียบร้อย การทำแบบนี้จะช่วยให้สมองของเราได้สลับโหมดจาก “โหมดทำงาน” ไปสู่ “โหมดพักผ่อน” ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เราสามารถผ่อนคลายจากความเครียดในการทำงานได้อย่างแท้จริง และมีพลังงานเหลือเฟือที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เราชอบได้ค่ะ จำไว้นะคะว่าการพักผ่อนก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อประสิทธิภาพการทำงาน

ในฐานะบล็อกเกอร์ ฉันต้องใช้เทคโนโลยีในการทำงานเยอะมากๆ ค่ะ แต่ฉันก็พยายามใช้มันอย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยไม่ให้มันมาควบคุมชีวิตเรา อย่างที่เล่าไปแล้วเรื่องการใช้แอปพลิเคชันจัดการเวลาและงาน ซึ่งช่วยให้ฉันจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้น และไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ฉันยังใช้ฟีเจอร์ “ห้ามรบกวน” (Do Not Disturb) บนสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาที่ต้องโฟกัสกับงานมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว และเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ก็จะตั้งค่าการแจ้งเตือนงานให้เป็นแบบเงียบ หรือปิดไปเลย เพื่อให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ ค่ะ การเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการทำงานและชีวิตส่วนตัวของเรา นี่แหละค่ะคือศิลปะของการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างมีความสุข

글을 마치며

เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าเรื่องราวที่ฉันนำมาแบ่งปันในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการสร้างสมดุลในโลกดิจิทัลและชีวิตจริงกันมากขึ้นนะคะ ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เทคโนโลยีก็พัฒนาไปไม่หยุดนิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่หลงลืมที่จะดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเอง ลองเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวันนะคะ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ปรับไปทีละนิด แล้วคุณจะพบว่าชีวิตของเรามีความสุขและสงบมากขึ้นจริงๆ ค่ะ อย่าให้หน้าจอมาพรากความสุขจากโลกแห่งความจริงของเราไปนะคะ

Advertisement

알아두면 쓸모 มีประโยชน์

1. กำหนดช่วงเวลาปลอดดิจิทัลในแต่ละวัน เช่น ตอนทานอาหาร หรือก่อนนอน 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้พักและหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าที่จะรบกวนการนอนหลับของคุณ ลองชาร์จมือถือไว้นอกห้องนอนดูสิคะ แล้วคุณจะหลับสบายขึ้นเยอะเลย

2. ใช้เทคนิค 20-20-20 ทุกๆ 20 นาทีที่จ้องหน้าจอ ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไปยังวัตถุที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต เพื่อลดความเมื่อยล้าของดวงตาและกล้ามเนื้อตา

3. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นบนสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อลดสิ่งรบกวนและช่วยให้เรามีสมาธิจดจ่อกับงานหรือกิจกรรมตรงหน้าได้ดีขึ้น

4. ค้นหากิจกรรมนอกจอที่คุณชื่นชอบ เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ หรือออกกำลังกาย เพื่อเติมเต็มเวลาว่างให้มีคุณค่าและช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความเครียด

5. ฝึกสติและอยู่กับปัจจุบัน โดยการรับรู้สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การเดิน หรือการหายใจเข้า-ออก จะช่วยให้จิตใจสงบและลดความฟุ้งซ่านได้ดีเยี่ยม

ประเด็นสำคัญที่อยากฝากไว้

ฉันรู้ดีค่ะว่าการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีรายล้อมเราทุกด้านเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นนายของเทคโนโลยี ไม่ใช่ทาสของมันนะคะ การสร้างสุขภาวะดิจิทัลที่ดีไม่ใช่แค่การลดการใช้หน้าจอเท่านั้น แต่คือการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและมีสติ ลองเริ่มจากการสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนของการเสพติดหน้าจอหรือไม่ เช่น รู้สึกกระวนกระวายเมื่อไม่มีมือถือ หรือมีอาการสมาธิสั้นลง จากนั้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยๆ เช่น กำหนดขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจน ใช้เครื่องมือช่วยจัดการเวลาหน้าจอ และที่สำคัญคือต้องไม่ลืมที่จะออกไปใช้ชีวิตในโลกจริง ค้นหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับผู้คนและธรรมชาติ การดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน จะช่วยให้ชีวิตของเรามีความสุขและสมดุลได้อย่างยั่งยืนค่ะ อย่าลืมว่า “ชีวิตที่ดี เริ่มต้นที่ความสมดุล” นะคะ ฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสมดุลชีวิตดิจิทัลในแบบของตัวเองให้เจอ แล้วมาแบ่งปันประสบการณ์กันได้นะคะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: เราจะรู้ได้ยังไงคะว่ากำลังใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไปแล้ว?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะบางทีเราก็เผลอตัวไปจริงๆ จนไม่รู้ว่าเกินลิมิตไปแล้วนะ จากประสบการณ์ตรงของฉันและข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามา สัญญาณเตือนมันมีทั้งทางกายและใจเลยค่ะ อย่างแรกเลยนะ ถ้าเริ่มมีอาการทางกาย เช่น ปวดตา ตาแห้ง หรือปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ เพราะเพ่งหน้าจอนานๆ หรือปวดคอ บ่า ไหล่ นิ้วล็อก เพราะท่าทางการใช้งานที่ไม่เหมาะสม รวมถึงนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอมันไปรบกวนฮอร์โมนการนอนหลับของเรา อันนี้ก็ชัดเลยค่ะว่าร่างกายกำลังฟ้อง ส่วนทางใจที่สังเกตได้ง่ายๆ คือรู้สึกอ่อนเพลีย จิตใจไม่สดใส ขาดสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้นานๆ หรือบางทีก็หงุดหงิด กระวนกระวายใจเวลาไม่ได้จับมือถือ แถมยังรู้สึกเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลจนขาดความมั่นใจในตัวเองอีก ถ้าใครมีอาการเหล่านี้ ลองสำรวจตัวเองดูนะคะว่าถึงเวลาต้องพักบ้างแล้วรึเปล่า

ถาม: การลดเวลาหน้าจอจะช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นจริงๆ เหรอคะ มีประโยชน์ยังไงบ้าง?

ตอบ: บอกเลยว่าช่วยได้มากกกก กอไก่ล้านตัวเลยค่ะ! จากที่ฉันได้ลองทำ Digital Detox ด้วยตัวเองและเห็นผลลัพธ์มากับตัว มันไม่ใช่แค่เรื่องของสายตาหรืออาการปวดเมื่อยนะคะ แต่สุขภาพจิตของเรานี่แหละค่ะที่ฟื้นฟูได้ชัดเจนที่สุดเลย ประโยชน์หลักๆ ที่เราจะได้รับคือ เราจะรู้สึกผ่อนคลายและมีความเครียดลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ต้องรับข้อมูลข่าวสาร หรือดราม่าต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้สมองได้พัก ไม่ต้องประมวลผลอะไรเยอะแยะ การนอนหลับก็จะดีขึ้นด้วยค่ะ พอร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นมาก็รู้สึกสดชื่น มีพลังงานเต็มเปี่ยม ที่สำคัญคือสมาธิและความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ของเราจะกลับมาดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นด้วยนะคะ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรามีเวลาไปทำกิจกรรมในชีวิตจริงมากขึ้น ได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจริงๆ ไม่ใช่แค่บนหน้าจอค่ะ บอกเลยว่าชีวิตจะมีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้นแน่นอน

ถาม: แล้วถ้าอยากเริ่มสร้างสมดุลระหว่างชีวิตดิจิทัลกับชีวิตจริง เราควรเริ่มต้นจากตรงไหนดีคะ? มีเคล็ดลับง่ายๆ บ้างไหม?

ตอบ: แน่นอนค่ะ! ฉันมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ลองทำแล้วได้ผลจริงๆ มาฝากทุกคนเลยค่ะ อันดับแรกเลยคือ ลอง “กำหนดเวลา” ในการใช้หน้าจอให้ชัดเจน เช่น กำหนดไปเลยว่าช่วงกินข้าว หรือก่อนนอน 1 ชั่วโมง จะไม่แตะมือถือเด็ดขาด หรือจะลองตั้งค่าแจ้งเตือนในโทรศัพท์ให้จำกัดเวลาการใช้แอปฯ บางตัวก็ได้ค่ะ ต่อมาคือ “ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น” ลองคิดดูนะคะว่าเราต้องรีบตอบทุกข้อความ หรือต้องรู้ทุกข่าวสารทันทีเลยไหม บางทีการปล่อยวางบ้างก็ไม่ได้แย่อะไรค่ะอีกวิธีที่ฉันชอบมากคือ “หากิจกรรมอื่นมาทำแทน” เช่น ลองออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ อ่านหนังสือเล่มโปรด ทำอาหาร หรือทำงานอดิเรกอะไรก็ได้ที่เราชอบ โดยที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้อง การได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือใช้เวลากับธรรมชาติ จะช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้นเยอะเลยค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือ “มีสติกับการใช้เทคโนโลยี” ใช้มันอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ให้มันมาควบคุมเรา ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ ไม่ต้องหักดิบทีเดียว แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดบ้าง แต่รับรองว่าพอทำไปเรื่อยๆ คุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตอย่างแน่นอนค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement