ไม่ติดจอ ชีวิตดี๊ดี! 8 วิธีทวงคืนเวลาจากสมาร์ทโฟน

ไม่ติดจอ ชีวิตดี๊ดี! 8 วิธีทวงคืนเวลาจากสมาร์ทโฟน

webmaster

스마트폰 의존성 줄이기 위한 실천 방법 - **Prompt: Joyful Thai Family Dinner, Screen-Free Connection**
    "A joyous Thai family, consisting ...

สมัยนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครๆ ก็ก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟนใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ยอมรับเลยว่าบางทีก็ติดงอมแงมจนเผลอไถหน้าจอไปเรื่อยๆ จนลืมเวลา ทำให้ปวดคอ ปวดตา แถมยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่มีน้องโทรศัพท์อยู่ใกล้ๆ ตัว จนมีคำว่า “โนโมโฟเบีย” หรือโรคกลัวการไม่มีมือถือใช้ผุดขึ้นมาในสังคมไทยเราเลยทีเดียวข้อมูลน่าตกใจที่พบว่าคนไทยเราใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เฉลี่ยวันละเป็นสิบชั่วโมงเลยนะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงเริ่มรู้สึกว่าชีวิตติดหน้าจอมากเกินไป จนส่งผลกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ลดลงด้วย บางทีก็อยากจะลดบ้าง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีใช่ไหมคะ?

ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยค่ะ เพราะกว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่พอได้เจอวิธีที่ใช่ ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะเลย ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน การที่เราหันกลับมาใส่ใจตัวเองและกำหนดขอบเขตการใช้งานให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้ฉันเลยอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์และเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้เรากลับมาเป็นนายของสมาร์ทโฟน ไม่ใช่ให้สมาร์ทโฟนมาเป็นนายเราอีกต่อไปเรามาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้ชีวิตดิจิทัลของเรามีความสุขและสมดุลมากขึ้น รับรองว่าทำตามได้ง่ายๆ และได้ผลจริงแน่นอนค่ะ มาค่ะ…

เรามาค้นพบวิธีง่ายๆ เพื่อลดการติดสมาร์ทโฟนและสร้างสมดุลให้กับชีวิตเราไปพร้อมกันในบทความนี้เลยนะคะ!

เริ่มต้นกับตัวเอง ด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริง

스마트폰 의존성 줄이기 위한 실천 방법 - **Prompt: Joyful Thai Family Dinner, Screen-Free Connection**
    "A joyous Thai family, consisting ...

รู้ไหมคะว่า กว่าฉันจะเริ่มลดการติดมือถือได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ เพราะมันเหมือนเราขาดอะไรบางอย่างในชีวิตไปจริงๆ นั่นแหละ ยิ่งพอมารู้ว่าคนไทยเราใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์กันเฉลี่ยวันละเป็นสิบชั่วโมงยิ่งตกใจเลยค่ะ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนไม่ได้นะคะ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นทีละนิด อย่างที่เขาว่ากันว่า “ก้าวแรกสำคัญเสมอ” การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่เราทำได้จริง จะช่วยให้เรามีกำลังใจและไปต่อได้ อย่างแรกเลยคือลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองก่อนค่ะว่าวันๆ หนึ่งเราหมดเวลาไปกับมือถือมากแค่ไหน ลองดูในตั้งค่าของเครื่องก็ได้ค่ะ มันจะบอกหมดเลยว่าเราใช้แอปฯ อะไรไปเท่าไหร่บ้าง พอเห็นตัวเลขแล้วอาจจะตกใจแบบฉันก็ได้นะคะ! จากนั้นก็ค่อยๆ ลดเวลาลงทีละนิด ไม่ใช่หักดิบไปเลยทันที เพราะมันจะทำให้เราท้อและกลับไปติดหนักกว่าเดิมอีกค่ะ

พอเราเริ่มเห็นรูปแบบการใช้งานของตัวเองแล้ว ลองมาตั้งเปุดหมายที่ท้าทายแต่ทำได้จริง เช่น “วันนี้จะเล่นมือถือไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะ” หรือ “จะไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูทุกๆ 5 นาที” แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการกำหนดเวลาเล่นโซเชียลมีเดียในแต่ละวัน และห้ามตัวเองไม่ให้เล่นมือถือในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น เช่น ตอนกินข้าว หรือก่อนนอน พอทำไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นความเคยชินเองค่ะ อย่าเพิ่งกดดันตัวเองมากเกินไปนะคะ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ การมีสติและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญเลย

สังเกตพฤติกรรมการใช้งานจริงของตัวเอง

ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการลดการใช้งาน ฉันว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำคือการ “ยอมรับ” และ “สังเกต” ค่ะ ลองดูซิว่าในแต่ละวันเราหยิบมือถือขึ้นมากี่ครั้ง? ใช้แอปฯ ไหนนานที่สุด? เวลาที่เราว่างๆ เราทำอะไร? ส่วนใหญ่เรามักจะหยิบมือถือขึ้นมาโดยอัตโนมัติใช่ไหมคะ? บางทีก็แค่ไถๆ ดูไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรสำคัญเลย การทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเวลาของเราหายไปไหน แล้วเราจะสามารถวางแผนการลดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างฉันเองก็ตกใจมากตอนที่เห็นว่าตัวเองใช้เวลาอยู่กับแอปฯ โซเชียลมีเดียไปเยอะขนาดไหน นี่แหละค่ะจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันฮึดสู้เพื่อเปลี่ยนตัวเอง!

ตั้งกฎเหล็กเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง

หลังจากที่รู้แล้วว่าเราใช้มือถือมากแค่ไหน ก็ถึงเวลาตั้งกฎส่วนตัวแล้วค่ะ กฎของฉันอาจจะไม่ต้องเข้มงวดมาก แต่ต้องทำได้จริง เช่น “จะไม่หยิบมือถือทันทีที่ตื่นนอน” ให้ลองทำกิจกรรมอื่นก่อน เช่น ยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ หรือเตรียมอาหารเช้า “ไม่เล่นมือถือตอนกินข้าว” เป็นเวลาที่เราควรโฟกัสกับอาหารและบทสนทนากับคนรอบข้าง “วางมือถือไว้ห้องอื่นตอนชาร์จแบต” เพื่อลดการหยิบมาเล่นตอนกลางคืนและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น การทำแบบนี้ทีละนิดๆ จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แรกๆ อาจจะรู้สึกขัดใจบ้าง แต่มันจะดีขึ้นเอง เชื่อฉันสิคะ!

สร้างพื้นที่ปลอดจากหน้าจอในชีวิตประจำวัน

ถ้าถามฉันว่าวิธีไหนที่เวิร์คสุดๆ ในการลดการติดมือถือ ฉันจะบอกว่าคือการ “สร้างพื้นที่ปลอดมือถือ” ค่ะ เหมือนเป็นการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าตรงไหนคือพื้นที่ของเรา ที่เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีหน้าจอมากวนใจ ตอนแรกก็คิดว่ายากนะ เพราะเราก็ต้องใช้มือถือแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่พอได้ลองทำจริงๆ เฮ้ย มันดีเกินคาดเลยล่ะค่ะ ห้องนอนเป็นที่แรกเลยที่ฉันลองทำ คือจะไม่เอามือถือเข้าห้องนอนตอนกลางคืนเด็ดขาด ลองเปลี่ยนมาใช้นาฬิกาปลุกแบบธรรมดาแทน ผลที่ได้คือฉันนอนหลับได้สนิทขึ้นมาก ไม่ต้องคอยพะวงกับเสียงแจ้งเตือนหรือข้อความต่างๆ ที่เข้ามาตลอดเวลา ตื่นเช้ามาก็รู้สึกสดชื่นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

นอกจากห้องนอนแล้ว โต๊ะอาหารก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญมากๆ ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่ามื้ออาหารที่ควรจะเป็นเวลาของการพูดคุย แบ่งปันเรื่องราว กลับกลายเป็นเวลาที่ทุกคนก้มหน้าจิ้มๆ ไถๆ มือถือของตัวเอง มันน่าเศร้าจะตายไป ฉันเลยตั้งกฎกับคนในครอบครัวว่า “ระหว่างกินข้าว ห้ามเล่นมือถือเด็ดขาด” แรกๆ ก็มีบ่นกันบ้าง แต่พอทำไปเรื่อยๆ ทุกคนก็เริ่มชอบค่ะ เพราะเราได้กลับมาคุยกัน ได้มองหน้ากัน ได้หัวเราะด้วยกันอีกครั้ง มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่มือถือให้เราไม่ได้เลยจริงๆ นะคะ ลองกำหนดพื้นที่ปลอดมือถือในบ้านของคุณดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ (อันนี้สำคัญมาก!) หรือแม้แต่ในรถขณะเดินทาง ก็เป็นไอเดียที่ดีค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราสร้างสมดุลให้กับชีวิตดิจิทัลและชีวิตจริงได้ดีขึ้นมากๆ เลย

ห้องนอนคือเขตห้ามนำมือถือเข้า

สำหรับฉัน ห้องนอนคือที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการพักผ่อนค่ะ การมีมือถืออยู่ใกล้ๆ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างคอยเรียกให้เราหยิบขึ้นมาดูตลอดเวลา ลองคิดดูสิคะว่าพอมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมากลางดึก เราก็เผลอหยิบมาดูแล้วก็จะไถยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะง่วง แล้วสุดท้ายก็ตื่นมาแบบงัวเงียๆ นั่นแหละค่ะ วงจรแห่งความเหนื่อยล้า ฉันเลยตัดสินใจเด็ดขาดว่า ห้องนอนจะต้องเป็นเขตปลอดมือถือ! ลองเอาไปวางชาร์จแบตไว้ที่ห้องนั่งเล่น หรือห้องครัวดูสิคะ แล้วใช้นาฬิกาปลุกแบบธรรมดาๆ นี่แหละตั้งปลุกแทน มันช่วยให้ฉันนอนหลับได้ลึกขึ้นมากจริงๆ ค่ะ ตื่นเช้ามาก็รู้สึกสมองปลอดโปร่ง พร้อมรับวันใหม่แบบเต็มที่

โต๊ะอาหารคือเวลาแห่งการเชื่อมสัมพันธ์

มื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะได้ใช้เวลากับคนที่เรารักและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน แต่เดี๋ยวนี้ภาพที่เราเห็นบ่อยๆ คือทุกคนนั่งก้มหน้าอยู่กับมือถือของตัวเอง ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง ฉันเลยพยายามสร้างบรรยากาศที่โต๊ะอาหารให้กลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม โดยการชวนทุกคนวางมือถือไว้ข้างๆ แล้วมาโฟกัสกับอาหารตรงหน้าและการสนทนา แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดบ้าง แต่พอได้ทำบ่อยๆ ทุกคนก็เริ่มชินและมีความสุขกับการได้คุยกันมากขึ้นค่ะ มันเหมือนได้กลับมาเจอครอบครัวจริงๆ อีกครั้ง ทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านแน่นแฟ้นขึ้นเยอะเลย

Advertisement

หากิจกรรมสนุกๆ ทำ เพื่อทดแทนเวลาหน้าจอ

เชื่อไหมคะว่าเหตุผลหลักๆ ที่หลายคนติดมือถือก็เพราะว่า “ไม่รู้จะทำอะไรในเวลาว่าง” นี่แหละค่ะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น กว่าจะเจอว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ ก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่พอได้เจอแล้ว มันเหมือนเรามีอีกโลกหนึ่งที่ไม่ต้องพึ่งพามือถือเลย ลองหากิจกรรมที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ทำดูสิคะ จะเป็นการอ่านหนังสือที่คุณชอบ ช่วยเปิดโลกทัศน์และจินตนาการใหม่ๆ หรือจะลองทำงานศิลปะ เช่น วาดรูป ระบายสี ก็ช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ดีมากๆ เลยค่ะ ฉันเคยลองระบายสีตามตัวเลขตอนที่รู้สึกเครียดๆ มันช่วยให้สมองได้พักและกลับมาสดใสอีกครั้งเลยนะ

นอกจากนี้ การออกไปใช้ชีวิตข้างนอกบ้านก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ค่ะ ลองไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ สูดอากาศบริสุทธิ์ หรือจะออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น โยคะ วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ก็ดีต่อสุขภาพกายและใจมากๆ เลยนะคะ หรือถ้าใครชอบทำอาหาร ก็ลองเข้าครัวสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ฮิตๆ ในโซเชียลดูสิคะ ได้ทั้งความอร่อยและได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วย ที่สำคัญคือตอนที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ พยายามวางมือถือให้ห่างตัว หรือปิดการแจ้งเตือนไปเลย เพื่อให้เราได้โฟกัสกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ แล้วคุณจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากมายให้เราค้นหา โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ เลยค่ะ

ค้นหางานอดิเรกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี

ฉันเชื่อว่าทุกคนมีความสนใจบางอย่างที่ซ่อนอยู่ แค่ยังไม่มีโอกาสได้ค้นพบมัน ลองลิสต์ออกมาสิคะว่ามีอะไรที่เราอยากทำมานานแล้วแต่ยังไม่มีเวลาทำบ้าง? บางคนอาจจะชอบถักนิตติ้ง บางคนอาจจะชอบจัดดอกไม้ หรือบางคนอาจจะชอบเล่นดนตรี ลองหยิบสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาทำดูค่ะ ช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกแปลกๆ ไม่ชิน แต่พอเราได้ลงมือทำจริงๆ แล้ว เราจะพบว่ามันช่วยเติมเต็มชีวิตของเราได้ดีกว่าการไถหน้าจอมือถือไปวันๆ เยอะเลยค่ะ อย่างฉันเองก็หันมาปลูกต้นไม้ในบ้าน ดูแลรดน้ำพรวนดินทุกวัน มันเป็นความสุขที่ทำให้จิตใจสงบและได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นค่ะ

ออกไปสัมผัสโลกกว้างภายนอก

ในวันที่อากาศดีๆ แทนที่จะนั่งๆ นอนๆ ไถมือถืออยู่แต่ในห้อง ลองออกไปข้างนอกดูสิคะ ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ไปคาเฟ่สวยๆ ที่ไม่เคยไป หรือไปปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านก็ได้ แค่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เห็นผู้คน ได้สัมผัสแสงแดด ลมพัดเบาๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นได้เยอะเลยค่ะ หรือถ้ามีเพื่อนก็ลองนัดกันออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เล่นกีฬา หรือไปปิกนิก นอกจากจะได้ลดเวลาหน้าจอแล้ว ยังได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารัก สร้างความทรงจำดีๆ ที่ไม่มีวันลืมอีกด้วย

จัดการกับการแจ้งเตือนที่กวนใจ

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราติดมือถือก็คือ “เสียงแจ้งเตือน” นี่แหละค่ะ! แค่มีเสียงเตือน ติ๊ง! ขึ้นมา เราก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูใช่ไหมคะ? บางทีก็แค่โฆษณา หรือข้อความที่ไม่สำคัญอะไรเลย แต่ด้วยความอยากรู้ ทำให้เราต้องเสียเวลาไปกับการเช็กมือถืออยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ ตอนแรกก็รู้สึกว่าถ้าปิดแจ้งเตือนไปแล้วจะพลาดเรื่องสำคัญรึเปล่า แต่พอได้ลองปิดจริงๆ เท่านั้นแหละ ชีวิตดีขึ้นเยอะเลยค่ะ!

วิธีง่ายๆ เลยคือเข้าไปที่การตั้งค่าของมือถือ แล้วเลือกปิดการแจ้งเตือนของแอปฯ ที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด ลองคิดดูสิคะว่าแอปฯ ไหนบ้างที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น เกม โซเชียลมีเดียบางตัว หรือแอปฯ ช้อปปิ้งออนไลน์ ส่วนแอปฯ ที่สำคัญจริงๆ เช่น แอปฯ ธนาคาร หรือแอปฯ ที่ทำงาน เราก็ค่อยเปิดการแจ้งเตือนไว้ก็ได้ค่ะ หรือถ้ากลัวจะพลาดสายสำคัญจากคนในครอบครัว ก็อาจจะตั้งค่าให้เสียงเรียกเข้าของพวกเขาแตกต่างจากเสียงแจ้งเตือนอื่นๆ ก็ได้นะคะ พอไม่มีเสียงแจ้งเตือนมากวนใจ เราก็จะสามารถโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะมีอะไรเด้งขึ้นมาอีก ทำให้มีสมาธิกับการทำงานหรือการเรียนมากขึ้นด้วย ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

เชื่อฉันเถอะค่ะว่าการปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นนี่แหละคือยาขนานเอกในการลดการติดมือถือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกความเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียลตลอด 24 ชั่วโมงหรอกค่ะ บางครั้งการที่เราพลาดอะไรไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ลองปิดการแจ้งเตือนของแอปฯ เกม แอปฯ ช้อปปิ้ง หรือแม้แต่โซเชียลมีเดียบางตัวที่เราไม่ได้ใช้บ่อยๆ ดูสิคะ แล้วคุณจะพบว่าชีวิตคุณสงบขึ้นมาก ไม่ต้องคอยหยิบมือถือขึ้นมาดูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงติ๊ง มันช่วยให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่เราทำอยู่ตรงหน้าได้เต็มที่มากขึ้นจริงๆ ค่ะ

กำหนดช่วงเวลาเช็กมือถือ

นอกจากการปิดการแจ้งเตือนแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่ฉันใช้แล้วได้ผลคือการกำหนดช่วงเวลาในการเช็กมือถือค่ะ คือแทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลา ฉันจะกำหนดไว้เลยว่าในหนึ่งวันจะมีช่วงเวลาไหนบ้างที่จะอนุญาตให้ตัวเองเช็กข้อความ หรือไถโซเชียลมีเดียได้ เช่น ตอนพักเที่ยง หรือตอนเลิกงาน นอกเวลานั้นก็คือวางมือถือลงไปเลยค่ะ ช่วงแรกๆ อาจจะยากหน่อยนะ เพราะมันเหมือนเราต้องหักห้ามใจตัวเอง แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นความเคยชินเองค่ะ แล้วคุณจะพบว่าการที่เราไม่ได้ติดอยู่กับมือถือตลอดเวลา มันทำให้เรามีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย

Advertisement

ใช้ตัวช่วยจากแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ในมือถือ

สมัยนี้เทคโนโลยีไม่ได้มีแต่ข้อเสียอย่างเดียวนะคะ เขาก็มีตัวช่วยดีๆ มาให้เราใช้เพื่อลดการติดมือถือด้วยเหมือนกัน ฉันเคยลองใช้มาหลายแอปฯ แล้วค่ะ มีทั้งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค แต่ที่อยากแนะนำเลยก็คือแอปฯ ที่ช่วยติดตามเวลาการใช้งานของเราค่ะ มันจะบอกเลยว่าในหนึ่งวันเราใช้มือถือไปกี่ชั่วโมง ใช้แอปฯ ไหนไปเท่าไหร่ พอเห็นตัวเลขชัดๆ บางทีมันก็ช่วยให้เรามีสติและอยากจะลดการใช้งานลงไปเองค่ะ

นอกจากแอปฯ ที่บอกเวลาการใช้งานแล้ว ยังมีแอปฯ ประเภท “ปลูกต้นไม้” หรือ “สร้างป่า” ที่น่ารักมากๆ ด้วยค่ะ อย่างแอปฯ Forest หลักการง่ายๆ คือถ้าเราวางมือถือลงแล้วไม่หยิบขึ้นมาเล่น ต้นไม้ในแอปฯ ของเราก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นป่า แต่ถ้าเราเผลอหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ต้นไม้ก็จะเฉาตาย! ฉันว่ามันเป็นแรงจูงใจที่ดีมากๆ เลยนะ เพราะพอเห็นต้นไม้ที่เราปลูกค่อยๆ เติบโต มันก็ทำให้เรามีกำลังใจที่จะลดการเล่นมือถือลงไปเองค่ะ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ในมือถือบางรุ่นที่สามารถตั้งค่า “เวลาหน้าจอ” หรือ “โหมดพักผ่อน” ได้ด้วยนะคะ ซึ่งช่วยให้เราสามารถจำกัดเวลาการใช้แอปฯ บางตัว หรือปิดการแจ้งเตือนในช่วงเวลาที่เราต้องการโฟกัสได้ ลองใช้ตัวช่วยเหล่านี้ดูนะคะ รับรองว่ามันจะทำให้การลดการติดมือถือของเราง่ายขึ้นและสนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ

แอปพลิเคชันตัวช่วยติดตามและจำกัดเวลา

สมัยนี้มีแอปพลิเคชันเจ๋งๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเราควบคุมการใช้มือถือเยอะเลยค่ะ อย่างเช่นแอปฯ ที่สามารถติดตามเวลาการใช้งานของเราได้ บอกได้ละเอียดเลยว่าเราใช้แอปฯ อะไรไปกี่นาที เปิดหน้าจอกี่ครั้ง พอเห็นข้อมูลเหล่านี้แล้วบางทีเราก็ตกใจเหมือนกันนะว่าเราใช้เวลาไปกับมือถือมากขนาดนี้เลยเหรอ! ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แหละค่ะจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราอยากจะลดการใช้งานลง นอกจากนี้ยังมีแอปฯ ที่ช่วยจำกัดเวลาการใช้งานแอปฯ บางตัว หรือแม้กระทั่งล็อกไม่ให้เราเปิดแอปฯ ได้เลยในช่วงเวลาที่เราต้องการสมาธิ อย่างฉันเองก็ใช้แอปฯ ประเภทนี้ตอนที่ต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิมากๆ มันช่วยได้เยอะเลยค่ะ

ตั้งค่าโหมดพักผ่อนและเวลาหน้าจอ

스마트폰 의존성 줄이기 위한 실천 방법 - **Prompt: Peaceful Analog Hobby in a Thai Park**
    "A young Thai woman, dressed in modest, comfort...

ในมือถือสมาร์ทโฟนยุคใหม่ส่วนใหญ่จะมีฟีเจอร์ดีๆ ที่เรียกว่า “เวลาหน้าจอ” หรือ “โหมดพักผ่อน” มาให้เราใช้งานกันด้วยนะคะ ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้มีประโยชน์มากๆ ในการช่วยลดการติดมือถือของเราค่ะ เราสามารถตั้งค่าได้เลยว่าในแต่ละวันเราอยากจะใช้มือถือได้นานแค่ไหน หรืออยากจะให้แอปฯ บางตัวถูกจำกัดการใช้งานในช่วงเวลาที่เราต้องการพักผ่อน หรือเข้านอน อย่างตอนกลางคืนฉันก็จะตั้งโหมดพักผ่อนไว้เลยค่ะ พอถึงเวลาที่ตั้งไว้ หน้าจอโทรศัพท์ก็จะกลายเป็นสีเทาๆ แล้วก็จะไม่แสดงการแจ้งเตือนใดๆ ทั้งสิ้น มันช่วยให้ฉันไม่ต้องคอยพะวงกับมือถือและนอนหลับได้เต็มอิ่มมากขึ้นจริงๆ ค่ะ ลองเข้าไปตั้งค่าดูนะคะ รับรองว่าชีวิตจะดีขึ้นเยอะเลย

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและดูแลสุขภาพกายใจ

การลดการติดมือถือไม่ใช่แค่การเลิกเล่นเฉยๆ นะคะ แต่มันคือการที่เราได้กลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพราะการที่เราจ้องหน้าจอนานๆ มันส่งผลเสียต่อร่างกายเราเยอะมากเลยค่ะ ทั้งสายตาที่ล้า ปวดคอ บ่า ไหล่ หรือแม้กระทั่งนิ้วล็อก บางคนถึงขั้นปวดหัว หรือเป็นไมเกรนเลยก็มี ฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นค่ะ พอเล่นมือถือนานๆ ก็จะเริ่มปวดตา ปวดคอไปหมด แต่พอเริ่มลดการใช้งานลง อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นตามลำดับเลยค่ะ

นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ การติดมือถือมากเกินไปอาจทำให้เราเครียด วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งรู้สึกซึมเศร้าได้ด้วย เพราะเรามัวแต่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นในโซเชียลมีเดีย หรือบางทีก็แค่กลัวการตกข่าว หรือกลัวการพลาดโอกาส (FOMO – Fear of Missing Out) ทำให้เราต้องคอยเช็กมือถืออยู่ตลอดเวลา การที่เราได้พักจากโลกออนไลน์บ้าง หันมาสนใจตัวเองบ้าง จะช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้นมากๆ เลยค่ะ ลองหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ ฟังเพลง หรือออกกำลังกาย ก็ช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าร่างกายและจิตใจของเราสำคัญที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วเราจะมีพลังไปทำสิ่งดีๆ อีกมากมายเลยค่ะ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ฉันอยากจะบอกทุกคนเลยว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี แต่เดี๋ยวนี้หลายคนมักจะติดนิสัยเล่นมือถือก่อนนอน ซึ่งแสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือเนี่ยแหละค่ะตัวร้ายเลย มันจะไปรบกวนการหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เรานอนหลับ ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท ฉันเคยเป็นแบบนั้นค่ะ พอเล่นมือถือก่อนนอนก็จะนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาอยู่หลายชั่วโมง พอเช้ามาก็รู้สึกเพลีย ไม่สดชื่น แต่พอเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เล่นมือถือก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วลองอ่านหนังสือแทน หรือฟังเพลงเบาๆ มันช่วยให้ฉันนอนหลับได้ดีขึ้นมากจริงๆ ค่ะ ลองดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความแตกต่างเลยล่ะ

ดูแลสุขภาพตาและท่าทางให้ถูกต้อง

การจ้องหน้าจอมือถือเป็นเวลานานๆ ส่งผลเสียต่อดวงตาของเราโดยตรงเลยค่ะ ทั้งตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า บางคนถึงขั้นวุ้นในตาเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อมเลยก็มี ฉันเองก็เคยมีอาการปวดตามากๆ เลยค่ะ เวลาที่ใช้มือถือนานๆ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยได้คือการพักสายตาเป็นระยะๆ ค่ะ อย่างที่เขาแนะนำกันว่า “กฎ 20-20-20” คือทุกๆ 20 นาที ให้พักสายตามองไปที่ไกลๆ ประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที นอกจากนี้เรื่องท่าทางก็สำคัญนะคะ การก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ จะทำให้เราปวดคอ บ่า ไหล่ และอาจส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ ลองหาหมอนรองคอมาใช้ หรือยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาเวลาใช้งานดูนะคะ

Advertisement

สร้างแรงบันดาลใจจากคนรอบข้างและโลกแห่งความจริง

บางครั้งการที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ เราก็ต้องการแรงบันดาลใจจากคนรอบข้างด้วยใช่ไหมคะ ฉันเองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนๆ และคนรู้จักที่เขาสามารถลดการติดมือถือได้สำเร็จ แล้วชีวิตเขาก็ดูมีความสุขขึ้นมากๆ เลยค่ะ การได้เห็นพวกเขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ได้ติดอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทำให้ฉันรู้สึกอยากเป็นแบบนั้นบ้าง มันเหมือนกับการได้เห็น “โลกอีกใบ” ที่น่าสนใจไม่แพ้โลกออนไลน์เลยล่ะค่ะ

ลองหาเพื่อนที่มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน แล้วชวนกันทำกิจกรรมต่างๆ ดูสิคะ อาจจะชวนกันไปเดินป่า ปีนเขา หรือไปเรียนคอร์สอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน การมีเพื่อนร่วมทางจะช่วยให้เรามีกำลังใจและไปต่อได้ง่ายขึ้นมากๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ การได้กลับไปพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงแบบเห็นหน้าเห็นตาจริงๆ โดยไม่มีมือถือมากั้นกลาง ก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ เลยนะคะ เพราะการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ นี่แหละค่ะคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ที่มือถือไม่สามารถให้เราได้เลย ลองเปิดใจและออกไปสัมผัสโลกแห่งความจริงดูสิคะ แล้วคุณจะพบว่ามันมีอะไรดีๆ อีกมากมายที่รอให้คุณไปค้นหาอยู่เลยค่ะ

แบ่งปันประสบการณ์และสร้างสังคมไร้หน้าจอ

ฉันรู้สึกว่าการได้แบ่งปันประสบการณ์กับคนอื่นที่มีปัญหาคล้ายๆ กันนี่แหละค่ะคือพลังที่ดีที่สุด ลองชวนเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวมาพูดคุยกันถึงเรื่องการติดมือถือดูสิคะ แล้วลองหาเป้าหมายร่วมกัน เช่น “สัปดาห์นี้เราจะงดเล่นมือถือพร้อมกันตอนกินข้าวทุกมื้อนะ” หรือ “เย็นนี้เราไปเดินเล่นสวนสาธารณะด้วยกันดีกว่า” การมีคนร่วมเดินทางไปด้วยกันจะช่วยให้เรามีกำลังใจและรู้สึกว่าไม่ได้กำลังต่อสู้กับสิ่งนี้อยู่คนเดียว นอกจากนี้ การที่เราได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็กๆ ในบ้าน ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากๆ เลยนะคะ เพราะเด็กๆ มักจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ถ้าเราแสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องติดมือถือตลอดเวลา พวกเขาก็จะซึมซับสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปเองค่ะ

ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน

ในแต่ละวันเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน แต่สิ่งที่เราเลือกใช้เวลากับอะไรต่างหากที่สำคัญ แทนที่จะปล่อยให้เวลาว่างหายไปกับการไถมือถืออย่างไร้จุดหมาย ลองเปลี่ยนมาวางแผนการใช้เวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์สูงสุดดูสิคะ อย่างฉันเองก็เริ่มทำลิสต์กิจกรรมที่อยากทำในแต่ละวัน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว แล้วก็พยายามทำตามลิสต์นั้นให้ได้มากที่สุด บางทีแค่ 15 นาทีที่เราคิดว่าทำอะไรไม่ได้เลย ก็สามารถเอาไปทำอะไรได้เยอะแยะเลยนะคะ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ออกไปเดินเล่นสั้นๆ หรือแม้แต่เช็กรายการที่ยังไม่ได้ทำ การที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ละวัน จะช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญได้มากขึ้น และลดโอกาสที่จะเผลอหยิบมือถือขึ้นมาเล่นไปเองค่ะ

ปรับเปลี่ยนวิธีคิด พิชิตความเคยชิน

ฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าการจะเลิกติดมือถือมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย บางทีมันก็เหมือนกับเราต้องต่อสู้กับความเคยชินที่สั่งสมมานาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ปรับเปลี่ยนวิธีคิด” ของเราค่ะ เราต้องมองว่ามือถือเป็นแค่ “เครื่องมือ” ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต ไม่ใช่อวัยวะที่ 33 ที่เราขาดไม่ได้ ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูสิคะว่า “คุณค่าของชีวิตเราคืออะไร?” เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน? เป้าหมายของเราคืออะไร? พอเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน เราก็จะสามารถวางแผนการใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายของเราได้ดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาควบคุมชีวิตเรา

นอกจากนี้ การที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ของการติดมือถือก็ช่วยให้เรามีแรงผลักดันที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เหมือนกันนะคะ ทั้งปัญหาสุขภาพกายอย่างนิ้วล็อก ปวดคอ บ่า ไหล่ สายตาเสื่อม หรือปัญหาสุขภาพจิตอย่างความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า พอรู้แล้วว่ามันส่งผลเสียมากขนาดนี้ เราก็คงไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองใช่ไหมคะ การที่เรามองเห็นคุณค่าของเวลาที่เราได้กลับคืนมาจากการลดการใช้มือถือ แล้วเอาไปทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง นี่แหละค่ะคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการปรับเปลี่ยนตัวเอง อย่าท้อนะคะ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะชินเองค่ะ!

มองมือถือเป็นแค่เครื่องมือ

ฉันเคยติดมือถือมากจนรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วค่ะ ไปไหนมาไหนก็ต้องพกติดตัวตลอดเวลา ถ้าลืมหรือแบตหมดก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจสุดๆ นั่นแหละค่ะคืออาการของ “โนโมโฟเบีย” หรือโรคกลัวการไม่มีมือถือใช้ แต่พอได้มานั่งคิดทบทวนจริงๆ แล้ว มือถือมันก็เป็นแค่เครื่องมือสื่อสารเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจ ไม่ได้สำคัญเท่ากับคนรอบข้าง หรือสุขภาพของเราเลย การที่เราปรับวิธีคิดใหม่ มองมือถือเป็นแค่เครื่องมือที่เราเลือกใช้ ไม่ใช่สิ่งที่มาควบคุมเรา จะช่วยให้เราปลดล็อกตัวเองจากการติดมือถือได้เยอะเลยค่ะ

เห็นคุณค่าของเวลาที่ได้คืนมา

ลองคิดดูสิคะว่าในหนึ่งวัน เรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน แต่เราเลือกที่จะใช้เวลากับอะไร? ถ้าเราเอาเวลาหลายชั่วโมงไปกับการไถมือถือ แล้วเวลาที่เหลือเราเอาไปทำอะไรได้บ้าง? ฉันเคยคำนวณดูเล่นๆ ว่าถ้าเราลดเวลาเล่นมือถือลงวันละ 1 ชั่วโมง ในหนึ่งปีเราจะมีเวลาเพิ่มขึ้นถึง 365 ชั่วโมงเลยนะ! เวลาเหล่านั้นเราสามารถเอาไปทำอะไรได้มากมายเลยค่ะ เช่น เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ทำงานอดิเรกที่ชอบ ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง หรือแม้แต่นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ การที่เราเห็นคุณค่าของเวลาที่ได้คืนมา จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้เราอยากจะลดการใช้มือถือลงไปเองค่ะ

Advertisement

ตารางสรุป: ผลลัพธ์ของการปรับพฤติกรรม

หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าการลดการติดมือถือมันจะส่งผลดีต่อชีวิตเราได้มากแค่ไหน ฉันเลยลองทำตารางสรุปผลลัพธ์ที่ฉันสัมผัสได้ด้วยตัวเองมาให้ดูกันค่ะ พอเห็นความแตกต่างชัดๆ แบบนี้แล้ว บอกเลยว่ามีกำลังใจที่จะทำต่อไปอีกเยอะเลยค่ะ

ด้าน ก่อนลดการติดมือถือ หลังลดการติดมือถือ
สุขภาพกาย ปวดตา ตาล้า ปวดคอ บ่า ไหล่บ่อยๆ นิ้วล็อก นอนไม่หลับ อาการปวดต่างๆ ลดลง สายตาดีขึ้น นอนหลับได้สนิทและลึกขึ้น รู้สึกสดชื่นขึ้น
สุขภาพใจ เครียด วิตกกังวลง่าย รู้สึกโดดเดี่ยว เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น จิตใจสงบขึ้น มีความสุขมากขึ้น ไม่เครียด ไม่วิตกกังวลเรื่องโซเชียล รู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง
ความสัมพันธ์ มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง คุยกันผ่านหน้าจอมากกว่า ได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น
ประสิทธิภาพชีวิต สมาธิสั้น ทำงานหรือเรียนได้ไม่เต็มที่ เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ มีสมาธิมากขึ้น ทำงานและเรียนได้มีประสิทธิภาพ มีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์มากขึ้น

เป็นยังไงบ้างคะ พอเห็นตารางนี้แล้วรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างรึยัง? ฉันบอกเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่ามากๆ ค่ะ มันไม่ได้แค่ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่มันทำให้ชีวิตเรามีความหมายและสมดุลมากขึ้นจริงๆ นะคะ การที่เราได้กลับมาเป็นนายของตัวเอง ไม่ใช่เป็นทาสของมือถือ มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดเลยค่ะ

ปิดท้ายกันหน่อย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวและประสบการณ์ที่ฉันนำมาฝากกันวันนี้ ฉันหวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียและแรงบันดาลใจดีๆ ในการเริ่มต้นลดการติดมือถือของตัวเองนะคะ จำไว้เสมอว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนค่ะ แต่มันคือการเดินทางที่เราค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เรียนรู้ และค่อยๆ สร้างนิสัยใหม่ๆ ที่ดีขึ้นให้กับตัวเอง การได้กลับมาเป็นนายของเวลาและชีวิตตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากๆ เลยล่ะค่ะ ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะค้นพบความสุขที่แท้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าจอเล็กๆ มาบดบังเลยค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้นะคะ!

Advertisement

เกร็ดความรู้และเคล็ดลับดีๆ ที่คุณควรรู้

อยากลดการติดมือถือให้ได้ผลดี ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอนค่ะ!

1. เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ทำได้จริง: ไม่จำเป็นต้องหักดิบทันทีค่ะ ค่อยๆ ลดเวลาการใช้งานลงทีละน้อยๆ เช่น ลดวันละ 15-30 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อคุณรู้สึกคุ้นเคย เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกกดดันหรือท้อแท้ไปเสียก่อน การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยจะสร้างความยั่งยืนได้ดีกว่าค่ะ

2. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมการใช้งาน: ลองใช้ฟีเจอร์ Screen Time หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยบันทึกเวลาการใช้งานมือถือของคุณ เพื่อดูว่าคุณใช้เวลาไปกับแอปฯ อะไรมากที่สุด และในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมากี่ครั้ง การเห็นตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณตระหนักถึงปัญหาและมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้นค่ะ

3. สร้างพื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน: กำหนดโซนในบ้านของคุณให้เป็นเขตห้ามนำมือถือเข้า เช่น ห้องนอน โต๊ะอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีเวลาได้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้นโดยไม่มีสิ่งรบกวน ฉันเองก็เริ่มจากห้องนอนนี่แหละค่ะ ได้ผลดีเกินคาด!

4. หากิจกรรมใหม่ๆ ทำเพื่อทดแทนเวลาหน้าจอ: ลองค้นหางานอดิเรกที่คุณสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ วาดรูป ทำอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับธรรมชาติ การมีกิจกรรมที่น่าสนใจจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการเล่นมือถือ และช่วยให้คุณใช้เวลาว่างได้อย่างมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ

5. จัดการกับการแจ้งเตือนที่กวนใจ: เข้าไปที่การตั้งค่าของมือถือ แล้วปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นออกให้หมด เพื่อลดสิ่งเร้าที่จะทำให้คุณต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลา หรือจะตั้งค่าโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) ในช่วงเวลาที่คุณต้องการสมาธิหรือพักผ่อนก็ได้ค่ะ แล้วคุณจะรู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญที่ห้ามพลาด

จากการเดินทางที่เราได้เรียนรู้ร่วมกันในวันนี้ ฉันอยากจะย้ำเตือนอีกครั้งว่าการลดการติดมือถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นค่ะ หัวใจสำคัญคือการเริ่มต้นจากความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของตัวเอง กำหนดขอบเขตการใช้ที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ค้นพบความสุขจากกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเลิกเล่นมือถือเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการที่เราได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง คนรอบข้าง และธรรมชาติอีกครั้ง ซึ่งจะนำมาซึ่งสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเลยค่ะ อย่าลืมว่ามือถือเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราขาดไม่ได้ค่ะ การที่เราเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันควบคุมเรา จะทำให้ชีวิตของเรามีความหมายและสมดุลได้อย่างแท้จริงค่ะ ลองค่อยๆ ทำไปนะคะ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในชีวิตของคุณเอง ฉันเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอนค่ะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: เริ่มต้นลดการใช้สมาร์ทโฟนยังไงดีคะ ตอนนี้รู้สึกว่าติดมากจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเลย?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าการเริ่มต้นมันยากเสมอ เพราะเราคุ้นชินกับการที่มือถืออยู่ข้างกายตลอดเวลาเนอะ ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ สิ่งแรกที่อยากแนะนำเลยคือ “การตระหนักรู้” ค่ะ ลองสังเกตตัวเองก่อนว่าในหนึ่งวันเราใช้มือถือไปกับอะไรบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหนในแต่ละแอปพลิเคชัน อาจจะลองใช้ฟังก์ชัน Screen Time ในมือถือของเราเอง หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ช่วยบันทึกการใช้งานก็ได้นะคะ พอเห็นตัวเลขแล้วบางทีเราอาจจะตกใจ (ฮ่าๆ) นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นที่ดี!
หลังจากนั้น ให้ค่อยๆ ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น “จะไม่หยิบมือถือทันทีที่ตื่นนอน” (อันนี้ยากสุดๆ แต่ได้ผลจริงนะ) หรือ “วางมือถือให้ห่างตัวเวลาทานข้าวกับครอบครัว” การปิดแจ้งเตือน (Notification) ของแอปฯ ที่ไม่จำเป็นก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะมันเป็นตัวกระตุ้นให้เราต้องหยิบมือถือขึ้นมาเช็กอยู่ตลอดเวลา ลองทำทีละนิด ไม่ต้องหักดิบนะคะ ค่อยๆ ปรับไป เราจะรู้สึกสบายใจและทำได้นานกว่าค่ะ

ถาม: มีกิจกรรมอะไรบ้างที่สามารถทำแทนการไถหน้าจอสมาร์ทโฟนได้บ้างคะ? รู้สึกเบื่อๆ เวลาที่ไม่มีมือถืออยู่ในมือ?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้โดนใจมากๆ เลยค่ะ! การหาอะไรทำแทนมือถือนี่แหละคือหัวใจสำคัญเลยนะคะ จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันชอบหากิจกรรมที่ได้ใช้มือ ใช้ความคิด หรือได้ออกไปเจอโลกภายนอกบ้างค่ะ ลองดูลิสต์นี้เป็นไอเดียนะคะ:อ่านหนังสือ หรืออีบุ๊ก: เปลี่ยนจากหน้าจอเล็กๆ มาเป็นหน้ากระดาษ หรือจอ e-reader ที่ถนอมสายตาแทนค่ะ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เพลินจนลืมมือถือไปเลย
ทำงานอดิเรกสร้างสรรค์: เช่น วาดรูป ระบายสี (พวกสมุดระบายสีสำหรับผู้ใหญ่นี่ดีมากเลยนะ) ถักไหมพรม ปลูกต้นไม้ หรือจะลองทำอาหารเมนูใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำก็ได้ค่ะ การได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ
ออกกำลังกาย: ไม่ว่าจะเป็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ (ได้สัมผัสธรรมชาติด้วย) โยคะ หรือเต้นตามคลิปใน YouTube (เอ๊ะ…
อันนี้อาจจะต้องใช้มือถือบ้าง แต่เป็นการใช้เพื่อสุขภาพเนอะ) ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็สดใสขึ้นเยอะเลยค่ะ
เล่นบอร์ดเกม หรือทำกิจกรรมกับคนรอบข้าง: ชวนเพื่อนหรือครอบครัวมาเล่นบอร์ดเกม ดูหนัง ทำอาหารด้วยกัน การได้ใช้เวลากับคนที่เรารักนี่แหละค่ะคือความสุขที่แท้จริง
เขียนไดอารี่ หรือบันทึกความคิด: ลองเขียนสิ่งที่เราเจอในแต่ละวัน หรือระบายความรู้สึกออกมา มันช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองและจัดการกับความคิดในหัวได้ดีมากๆ เลยค่ะจำไว้ว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้คุณลดเวลาใช้มือถือ แต่ยังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพิ่มความสุขและประโยชน์ในชีวิตอีกด้วย เลือกสิ่งที่ชอบ แล้วลองลงมือทำดูนะคะ

ถาม: ทำยังไงถึงจะรักษาสมดุลการใช้สมาร์ทโฟนในระยะยาวได้คะ ไม่อยากกลับไปติดอีกแล้ว?

ตอบ: คำถามนี้สำคัญมากเลยค่ะ เพราะการรักษาสมดุลคือหัวใจของการมีชีวิตดิจิทัลที่ดีในระยะยาว สิ่งที่ฉันยึดถือมาตลอดคือการ “กำหนดขอบเขตที่ชัดเจน” ให้กับตัวเองค่ะ เหมือนกับการทำงาน Work-Life Balance เลยค่ะมี “โซนปลอดมือถือ” ในบ้าน: เช่น บนโต๊ะอาหาร ในห้องนอน (โดยเฉพาะก่อนนอน 1 ชั่วโมง) ลองวางมือถือไว้ห้องอื่นก่อนนอน แล้วใช้นาฬิกาปลุกจริงแทน แรกๆ อาจจะรู้สึกไม่ชิน แต่มันช่วยให้เราหลับได้สนิทขึ้นจริงๆ นะคะ
“จำกัดเวลา” การใช้งานแอปฯ บางประเภท: พวกแอปฯ โซเชียลมีเดียนี่ตัวดูดเวลาชั้นดีเลยค่ะ ลองตั้งค่าในมือถือให้จำกัดเวลาการใช้แอปฯ เหล่านี้ต่อวันดูนะคะ พอครบเวลาแล้วมือถือจะเตือนให้เราพัก หรือบางคนอาจจะใช้เทคนิค Digital Minimalism คือการลดการบริโภคสื่อดิจิทัลที่ไม่จำเป็น และใช้เทคโนโลยีเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น
จัดตารางเวลา “Digital Detox” เป็นประจำ: อาจจะเป็นวันละ 1-2 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 1 วัน ที่เราจะงดใช้มือถือไปเลย ไปทำกิจกรรมอื่นที่เราชอบ พักผ่อนเต็มที่ หรือใช้เวลากับคนที่อยู่รอบข้างอย่างเต็มที่ ฉันเองจะชอบตั้งเป้าหมายว่า “วันนี้จะไม่แตะมือถือในวันหยุดสุดสัปดาห์” เลยค่ะ พอทำได้แล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากๆ
ใส่ใจกับ “สัญญาณเตือน” ของร่างกายและจิตใจ: ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตา ปวดคอ นอนไม่หลับ หรือหงุดหงิดง่าย นั่นคือสัญญาณว่าเราอาจจะใช้มือถือมากเกินไปแล้วค่ะ ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ใหม่การรักษาสมดุลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้าเรามีความตั้งใจค่ะ ลองค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นนะคะ รับรองว่าชีวิตจะดีขึ้น มีความสุขและมีเวลาให้กับสิ่งสำคัญอื่นๆ ได้มากขึ้นแน่นอนค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement